นักวิจัยเผยผลกระทบเมื่อองค์กรนำ AI มาใช้อย่างจริงจัง ผลลัพธ์อาจทำให้คุณกังวล

นักวิจัยจาก UC Berkeley พบว่าการนำ AI มาใช้ในองค์กรไม่ได้ช่วยลดภาระงานตามที่คาดหวัง แต่กลับเพิ่มความเข้มข้นของงาน ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ "workload creep" ที่นำไปสู่ความเหนื่อยล้า ภาวะหมดไฟ และคุณภาพงานที่ลดลง

นักวิจัยเผยผลกระทบเมื่อองค์กรนำ AI มาใช้อย่างจริงจัง ผลลัพธ์อาจทำให้คุณกังวล

Key takeaway

  • การศึกษาจาก UC Berkeley พบว่าการนำ AI มาใช้ในองค์กรไม่ได้ลดภาระงานแต่กลับเพิ่มความเข้มข้นของงาน เกิดปรากฏการณ์ "workload creep" ที่นำไปสู่ความเหนื่อยล้าและคุณภาพงานที่ลดลง
  • AI สร้างวงจรอุบาทว์โดยเร่งงานบางอย่างให้เร็วขึ้น เพิ่มความคาดหวังด้านความเร็ว ทำให้พนักงานพึ่งพา AI มากขึ้น ขยายขอบเขตงาน และเพิ่มปริมาณงานโดยรวม รวมถึงทำให้เส้นแบ่งระหว่างเวลางานและเวลาส่วนตัวเลือนราง
  • ผลการวิจัยนี้สอดคล้องกับหลักฐานอื่นๆ ที่ขัดแย้งกับคำสัญญาของอุตสาหกรรม AI โดยการศึกษาจาก MIT พบว่าบริษัทส่วนใหญ่ที่นำ AI มาใช้ไม่เห็นการเติบโตของรายได้อย่างมีนัยสำคัญ และ 40% ของพนักงานออฟฟิศคิดว่า AI ไม่ได้ช่วยประหยัดเวลา

นักวิจัยจาก UC Berkeley's Haas School of Business ได้ศึกษาผลกระทบเมื่อสถานที่ทำงานนำ AI มาใช้อย่างจริงจัง และพบว่าผลลัพธ์ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวังสำหรับพนักงานทั่วไป

ในบทความที่เผยแพร่ใน Harvard Business Review ทีมวิจัยนำโดย Aruna Ranganathan และ Xinqi Maggie Ye รายงานผลการติดตามบริษัทเทคโนโลยีที่มีพนักงาน 200 คนเป็นเวลา 8 เดือน พบว่า AI ไม่ได้ช่วยลดภาระงาน แต่กลับเพิ่มความเข้มข้นของงานที่พนักงานต้องรับผิดชอบ

ปรากฏการณ์ "workload creep" เกิดขึ้นเมื่อพนักงานรับภาระงานมากเกินกว่าจะรับไหว ก่อให้เกิดวงจรที่นำไปสู่ความเหนื่อยล้า ภาวะหมดไฟ และคุณภาพงานที่ลดลง

พนักงานคนหนึ่งให้ข้อมูลกับนักวิจัยว่า "คุณอาจคิดว่าเมื่อใช้ AI แล้วจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประหยัดเวลา และทำงานน้อยลง แต่ความจริงคือคุณไม่ได้ทำงานน้อยลง คุณทำงานเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม"

บริษัทในการศึกษานี้จัดหาเครื่องมือ AI ให้พนักงานใช้โดยสมัครใจ ไม่ได้มีการบังคับ นักวิจัยพบว่าพนักงานหลายคนกระตือรือร้นทดลองใช้เครื่องมือ AI ในช่วงแรก "เพราะ AI ทำให้รู้สึกว่าการ 'ทำงานมากขึ้น' เป็นไปได้ เข้าถึงง่าย และในหลายกรณีสร้างความพึงพอใจในตัวเอง" ส่งผลให้พนักงานบางคนเริ่มรับงานที่ปกติจะ outsource หรืองานที่ควรจ้างคนเพิ่มมาทำด้วยตนเอง

เมื่อความตื่นเต้นในการใช้ AI เริ่มหมดไป พนักงานตระหนักว่าพวกเขารับภาระงานมากเกินไป นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมการทำงานโดยรวม วิศวกรต้องใช้เวลามากขึ้นในการแก้ไขโค้ดที่สร้างโดย AI ที่เพื่อนร่วมงานส่งมา AI ยังนำไปสู่การทำงานหลายอย่างพร้อมกัน โดยบางคนเลือกเขียนโค้ดด้วยตนเองในขณะที่ให้ AI สร้างโค้ดอีกเวอร์ชันในพื้นหลัง แทนที่จะโฟกัสกับงานเดียว พวกเขาต้องสลับความสนใจไปมา ทำให้รู้สึกว่ากำลัง "จัดการหลายอย่างตลอดเวลา"

AI ยังแทรกซึมเข้าไปในเวลาว่างของพนักงาน โดยหลายคนใช้เครื่องมือ AI ระหว่างพักกลางวัน ในระหว่างการประชุม หรือก่อนจะลุกจากคอมพิวเตอร์ ทำให้เส้นแบ่งระหว่างเวลางานและเวลาส่วนตัวเลือนราง พนักงานบางคนถึงกับบอกว่าช่วงเวลาพักของพวกเขาไม่รู้สึกผ่อนคลายเหมือนเดิม

โดยสรุป เครื่องมือ AI สร้างวงจรอุบาทว์: "เร่งงานบางอย่างให้เร็วขึ้น ซึ่งเพิ่มความคาดหวังด้านความเร็ว ความเร็วที่สูงขึ้นทำให้พนักงานพึ่งพา AI มากขึ้น การพึ่งพาที่เพิ่มขึ้นขยายขอบเขตของสิ่งที่พนักงานพยายามทำ และขอบเขตที่กว้างขึ้นยิ่งเพิ่มปริมาณและความหนาแน่นของงาน"

ผลการวิจัยจากทีม Berkeley Haas นี้สอดคล้องกับหลักฐานอื่นๆ ที่ขัดแย้งกับคำสัญญาของอุตสาหกรรม AI ที่ว่าเครื่องมือของพวกเขาจะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างมหาศาล

การศึกษาของ MIT พบว่าบริษัทส่วนใหญ่ที่นำ AI มาใช้ไม่เห็นการเติบโตของรายได้อย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยอื่นแสดงให้เห็นว่า AI มักล้มเหลวในการทำงานทั่วไปแบบ remote work และงานสำนักงาน และมีการศึกษาที่บันทึกว่าพนักงานใช้ AI ผลิตงานคุณภาพต่ำที่เพื่อนร่วมงานต้องแก้ไข สร้างความไม่พอใจและลดประสิทธิภาพการทำงาน การสำรวจล่าสุดยังพบว่า 40% ของพนักงานออฟฟิศที่ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งบริหารคิดว่า AI ไม่ได้ช่วยประหยัดเวลาในการทำงาน

นักวิจัยจาก Berkeley Haas แนะนำว่าบริษัทควรกำหนดแนวทางที่เข้มงวดและให้โครงสร้างในการใช้เทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม เห็นได้ชัดว่า AI สามารถสร้างผลกระทบทางลบที่ยากต่อการจัดการ ซึ่งเรายังคงต้องศึกษาและทำความเข้าใจเพิ่มเติมต่อไป

Why it matters

💡 ข่าวนี้เป็นการเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจเกี่ยวกับผลกระทบของ AI ในที่ทำงาน ซึ่งแตกต่างจากภาพลักษณ์ที่ถูกนำเสนอโดยบริษัทเทคโนโลยี ผลการวิจัยจาก UC Berkeley แสดงให้เห็นว่า AI ไม่ได้ช่วยลดภาระงานตามที่หลายคนคาดหวัง แต่กลับเพิ่มความเข้มข้นของงานและนำไปสู่ปรากฏการณ์ "workload creep" ข้อมูลนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับองค์กรที่กำลังพิจารณานำ AI มาใช้ และสำหรับพนักงานที่ต้องปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่ การเข้าใจผลกระทบที่แท้จริงของ AI จะช่วยให้เราวางแผนรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อมูลอ้างอิงจาก https://futurism.com/artificial-intelligence/what-happens-workplaces-embrace-ai

Read more

ศึกโฆษณา AI ในงาน Super Bowl เผยวิสัยทัศน์ที่แตกต่างของบริษัทเทคยักษ์ใหญ่

news

ศึกโฆษณา AI ในงาน Super Bowl เผยวิสัยทัศน์ที่แตกต่างของบริษัทเทคยักษ์ใหญ่

ศึกโฆษณา AI ในงาน Super Bowl เผยให้เห็นความขัดแย้งระหว่าง OpenAI และ Anthropic พร้อมวิสัยทัศน์ที่แตกต่าง โดย OpenAI มุ่งเข้าถึงผู้ใช้มวลชน Anthropic เน้นลูกค้าองค์กร และ Google พยายามผสาน Gemini เข้ากับระบบนิเวศผลิตภัณฑ์ทั้งหมด

By
พนักงานกังวลเสียงานจาก AI ท่ามกลางการนำเทคโนโลยีมาใช้ในองค์กร

news

พนักงานกังวลเสียงานจาก AI ท่ามกลางการนำเทคโนโลยีมาใช้ในองค์กร

พนักงานกว่า 2 ใน 3 กังวลผลกระทบเชิงลบจาก AI โดยเฉพาะการแทนที่ตำแหน่งงาน ขณะที่ผู้บริหารกว่าครึ่งเชื่อว่าองค์กรพร้อมบูรณาการ AI แล้ว ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ชะลอการนำ AI มาใช้และเน้นการสื่อสารสองทางเพื่อสร้างความไว้วางใจ

By
การโจมตีอัตโนมัติพาอาชญากรรมไซเบอร์เข้าสู่ยุค AI ในปี 2025

news

การโจมตีอัตโนมัติพาอาชญากรรมไซเบอร์เข้าสู่ยุค AI ในปี 2025

รายงานล่าสุดจาก Malwarebytes เผยว่าอาชญากรรมไซเบอร์กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI ในปี 2025 ด้วยการใช้ deepfakes, การค้นพบช่องโหว่อัตโนมัติ และ ransomware ที่ทำงานโดย AI ส่งผลให้การโจมตีมีความรวดเร็วและประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างน่ากังวล

By
Palmer Luckey เชื่อว่า AI จะทำให้ฮาร์ดแวร์มีราคาถูกลงมาก คุณจะสามารถซื้อ 'Ford F-150 ในราคาเพียง 1,000 ดอลลาร์'

news

Palmer Luckey เชื่อว่า AI จะทำให้ฮาร์ดแวร์มีราคาถูกลงมาก คุณจะสามารถซื้อ 'Ford F-150 ในราคาเพียง 1,000 ดอลลาร์'

Palmer Luckey ผู้ร่วมก่อตั้ง Anduril และ Oculus เชื่อว่า AI จะปฏิวัติกระบวนการผลิตจนทำให้ต้นทุนลดลงมหาศาล ทำนายว่าในอนาคตรถยนต์อาจมีราคาเพียง 1,000 ดอลลาร์ และกลายเป็นสินค้าตามฤดูกาล แม้ปัจจุบันราคายังสูงเนื่องจากกฎระเบียบต่างๆ

By