Meta พลาดเป้าผลประกอบการ Q2 หุ้นร่วง 8% แม้ Zuckerberg เดินสายโปรโมต AI เต็มสูบ
Meta พลาดเป้า EPS ไตรมาส 2 ต่ำกว่า Consensus ที่ $7.14 หุ้นร่วงเกือบ 8% แม้ Zuckerberg โปรโมต AI เต็มสูบ ท่ามกลาง Legal Charges $2.4 พันล้านและคดีความกว่า 3,000 คดีเกี่ยวกับการทำร้ายเด็ก
Key takeaway
- Meta รายงาน EPS ที่ $6.18 ต่ำกว่า Wall Street Consensus ที่ $7.14 ส่งผลให้หุ้นร่วงเกือบ 8% แม้ Revenue จะแตะ $60.8B ซึ่งสูงกว่า Estimate เล็กน้อย โดยปัจจัยหลักที่กดดัน Bottom Line คือ Legal Charges มูลค่า $2.4B และ Total Expenses ที่พุ่งสูงกว่าที่ประมาณการไว้
- Meta วางแผน CapEx ปี 2026 ไว้ที่ $130–145B โดยเน้น AI Infrastructure เป็นหลัก พร้อมเดินหน้าโปรเจกต์ Cloud Business เพื่อขาย AI Compute แต่ยังคงเผชิญแรงกดดันจาก Investors ที่ตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการลงทุน เนื่องจาก Meta ยังไม่มี AI Model ที่สามารถ Rival กับ OpenAI หรือ Anthropic ได้
- ความเสี่ยงเชิง Legal และ Regulatory ทวีความรุนแรงขึ้น โดย Meta เผชิญคดีความกว่า 3,000 คดี ครอบคลุม 42 รัฐ ในประเด็น Addictive Product ที่ส่งผลกระทบต่อเด็ก ซึ่งนักวิเคราะห์จาก Forrester และ eMarketer มองว่าความเสี่ยงเหล่านี้จะกระทบทั้ง Ad Revenue, Brand Trust และความสามารถในการสร้าง Credibility รอบ AI Strategy ของบริษัทในระยะยาว
ราคาหุ้น Meta ดิ่งลงเกือบ 8% หลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ท่ามกลางแรงกดดันจาก Legal Charges มูลค่ามหาศาลและคำถามจาก Investors เกี่ยวกับความคุ้มค่าของการลงทุนด้าน AI
การเดินสายสื่อของ Mark Zuckerberg เพื่อโปรโมตศักยภาพของ Artificial Intelligence (AI) ไม่อาจพยุงผลประกอบการไตรมาส 2 ของ Meta ได้ ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงลงอย่างหนักในวันพุธที่ผ่านมา
หนึ่งวันก่อนประกาศผลประกอบการ Zuckerberg ได้เขียน Op-ed ลงใน Wall Street Journal แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับโลกที่ทุกคนสามารถเข้าถึง Super-Intelligent Machine ได้อย่างเท่าเทียม โดยยกตัวอย่างว่า
"ลองจินตนาการว่ามีเพียงคนเดียวที่มีทนายความ Super-Intelligent — เขาจะได้เปรียบอย่างไม่เป็นธรรม แต่ถ้าทุกคนมีทนายความ Super-Intelligent กระบวนการยุติธรรมจะดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากขึ้น"
ผลประกอบการ Q2 พลาดเป้า Consensus Estimates
Meta รายงาน Earnings Per Share (EPS) ที่ $6.18 ต่ำกว่า Wall Street Consensus Estimates ที่ $7.14 ตามข้อมูลของ Bloomberg ขณะที่ Revenue อยู่ที่ $60.8 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ $60.23 พันล้านดอลลาร์เพียงเล็กน้อย
Susan Li, CFO ของ Meta เปิดเผยว่าบริษัทมี Charges จาก Legal Proceedings มูลค่า $2.4 พันล้านดอลลาร์ ในไตรมาส 2 ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ดันให้ Total Expenses พุ่งขึ้นไปอยู่ในช่วง $165 พันล้าน ถึง $169 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ $162 พันล้าน ถึง $169 พันล้านดอลลาร์
ในส่วนของการลงทุน Meta คาดการณ์ว่า Capital Expenditures (CapEx) ในปี 2026 จะอยู่ที่ $130 พันล้าน ถึง $145 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากกรอบเดิมที่ $125 พันล้าน ถึง $145 พันล้านดอลลาร์ โดยงบประมาณส่วนใหญ่ถูก Earmark ไว้สำหรับการลงทุนด้าน AI Infrastructure
แรงกดดันจาก Investors ต่อการใช้จ่ายด้าน AI
การเดินสาย PR ของ Zuckerberg สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่ Meta ต้องพิสูจน์ความคุ้มค่าของการทุ่มงบลงทุนใน AI Infrastructure จำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันให้ราคาหุ้นร่วงลงกว่า 10% Year-over-Year
แม้ Meta ยังไม่สามารถสร้าง AI Model ที่สามารถ Rival กับ OpenAI หรือ Anthropic ได้ในเวลานี้ แต่ Bloomberg รายงานว่าบริษัทมีแผนเปิดตัว Cloud Business เพื่อขาย AI Compute ซึ่งถือเป็นหนึ่งในไม่กี่ปัจจัยที่ช่วยดึง Investor Confidence กลับมาได้บ้างในช่วงที่ผ่านมา
วิสัยทัศน์ Decentralized AI และ Personalized Super-Intelligence
ในวันก่อนประกาศผลประกอบการ Zuckerberg ให้สัมภาษณ์กับทั้ง New York Times และ Financial Times โดยย้ำถึงความเชื่อของตนในการ Decentralize AI และการสร้างยุค "Personalized Super-Intelligence" ที่ทุกคนจะมี AI Assistant ที่ปรับแต่งให้ตรงกับความต้องการส่วนตัวได้
Zuckerberg วิพากษ์ Centralized AI Model ของคู่แข่งว่า
"ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้จริงๆ ที่จะมี Single Benevolent Super-Intelligence ที่สามารถ Align กับทุกคนพร้อมกันได้"
อย่างไรก็ตาม แนวทาง Personalization ดังกล่าวของ Meta จำเป็นต้องอาศัยการที่ผู้ใช้ยินยอมมอบ User Data ให้บริษัทในปริมาณที่มากยิ่งขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นักวิเคราะห์ตั้งคำถามต่อทิศทางของ Meta
Mike Proulx, VP และ Research Director จาก Forrester Research มองว่า Meta อาจ "พยายามทำหลายอย่างพร้อมกันมากเกินไป" โดยระบุว่า
"ทุก Growth Lane หลักของ Meta ล้วนมี Trust Toll แฝงอยู่ — AI-Generated Advertising สร้างความกังวลด้าน Brand Control, Smart Glasses ก่อให้เกิดคำถามด้าน Privacy, Youth Safety ยังอยู่ภายใต้การจับตาอย่างเข้มข้น และ Employee-Tracking Initiatives ก็ก่อให้เกิดแรงต้านด้าน Data Collection"
ด้าน Minda Smiley, Senior Analyst จาก eMarketer ให้ความเห็นว่าความพยายามสร้าง Positive Narrative รอบ AI ของ Meta อาจไม่บรรลุผลตามที่ตั้งใจไว้
"น้ำเสียงเชิงบวกของ Zuckerberg ขัดแย้งอย่างชัดเจนกับกระแสเชิงลบที่กำลังสะสมต่อ Social Media Companies ในเรื่องการทำร้ายและสร้าง Addiction ให้กับเด็ก ซึ่งอาจทำให้ Meta ยิ่งสร้าง Credibility ได้ยากขึ้นไปอีก"
Legal Risks และผลกระทบต่อ Ad Revenue
ปัจจุบัน Meta กำลังเผชิญกับ คดีความกว่า 3,000 คดี ที่กล่าวหาว่าบริษัทจงใจออกแบบ Addictive Products ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อเด็ก โดยมีทั้งครอบครัว เขตการศึกษา และ State Attorneys General เป็นโจทก์ ทั้งนี้ 42 รัฐ ได้ยื่นฟ้อง Meta ในศาลของรัฐ โดยคดีของ Tennessee อยู่ระหว่างการพิจารณา ขณะที่คดี Federal ซึ่งยื่นฟ้องโดย 29 Attorneys General จะขึ้นศาลใน California ในเดือนหน้า
ที่ผ่านมา คณะลูกขุนสองชุดได้ตัดสินให้ Meta มีความรับผิดต่อการทำร้ายเด็ก และสั่งให้จ่าย Damages เป็นมูลค่าหลายล้านดอลลาร์แล้ว
Proulx ยังเตือนถึง Regulatory Risk ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่า
"Policymakers ให้ความสำคัญกับ Youth Wellbeing, Addiction และ Platform Safety มากขึ้นเรื่อยๆ — Youth Restrictions จะกระทบ Reach ของ Meta และนั่นคือปัญหาใหญ่สำหรับบริษัทที่พึ่งพา Ad Revenue เป็นแกนหลัก"
Why it matters
💡 ข่าวนี้เป็นสัญญาณเตือนสำคัญสำหรับทุกคนที่ติดตามอุตสาหกรรม Tech และ AI เพราะกรณีของ Meta แสดงให้เห็นชัดเจนว่าการทุ่มงบมหาศาลใน AI Infrastructure ไม่ได้การันตีความเชื่อมั่นจาก Investors เสมอไป โดยเฉพาะเมื่อ Legal Charges และคำถามด้าน Trust ยังคงเป็นตัวฉุดรั้งอยู่ นักพัฒนาและผู้บริหารในวงการ Tech ควรศึกษาบทเรียนนี้อย่างลึกซึ้ง เพื่อประเมินความเสี่ยงของการลงทุนด้าน AI อย่างรอบด้านและชาญฉลาดยิ่งขึ้น
ข้อมูลอ้างอิงจาก https://www.theguardian.com/technology/2026/jul/29/meta-earnings-mark-zuckerberg