Google และ OpenAI ส่งพนักงานหนุน Anthropic ในศึกกฎหมายที่อาจกำหนดนิยามใหม่ของการใช้ AI ในกองทัพ
Anthropic สู้คดี Pentagon หลังถูกติดป้าย supply-chain risk เพราะปฏิเสธให้ใช้ AI เพื่อ mass surveillance และ autonomous weapons พนักงาน Google และ OpenAI กว่า 30 คน ยื่น amicus brief หนุน ขณะที่ OpenAI รีบเซ็นสัญญาแทน
Key takeaway
- Anthropic ยืนหยัดปฏิเสธเงื่อนไข "all lawful use" ของ Pentagon โดยตั้ง redlines ชัดเจน 2 ข้อ คือห้ามใช้ AI เพื่อ domestic mass surveillance และ autonomous weapons ส่งผลให้รัฐบาล Trump ตีตราบริษัทเป็น supply-chain risk และ national security risk ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ป้ายกำกับนี้ถูกใช้กับบริษัทสหรัฐฯ เอง แทนที่จะเป็นบริษัทต่างชาติ
- เกิดปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในอุตสาหกรรม เมื่อพนักงานกว่า 30 คนจาก OpenAI และ Google DeepMind รวมถึง Jeff Dean ยื่น amicus brief สนับสนุน Anthropic ในฐานะส่วนตัว สะท้อนให้เห็นว่า tech workers ข้ามบริษัทคู่แข่งมี shared value ด้าน AI ethics มากกว่าที่ผู้บริหารระดับสูงจะยอมแสดงออกอย่างเป็นทางการ
- กรณีนี้กำลังกลายเป็น inflection point ของอุตสาหกรรม AI เพราะ OpenAI เข้าเซ็นสัญญากับ Pentagon แทนทันทีโดยยอมรับเงื่อนไขที่ Anthropic ปฏิเสธ ขณะที่พนักงานภายใน OpenAI เองก็เริ่มลาออกและลงนามใน open letter คัดค้าน สะท้อนรอยร้าวระหว่าง AI Safety culture กับแรงกดดันเชิง commercial และ geopolitical ที่บริษัท AI ทุกเจ้าต้องเผชิญในยุคนี้
Anthropic กำลังได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรที่ไม่คาดคิดในการต่อสู้ทางกฎหมายกับรัฐบาล Trump หลัง Pentagon ตัดสินใจติดป้าย Anthropic ว่าเป็น "supply-chain risk" โดยผู้ที่ออกมายืนหยัดเคียงข้างในครั้งนี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่คือพนักงานจากบริษัท AI คู่แข่งนั่นเอง
พนักงานกว่า 30 คนจาก OpenAI และ Google DeepMind รวมถึง Jeff Dean Chief Scientist ของ Google ได้ร่วมกันยื่น amicus brief ต่อศาล เตือนว่าการที่ Pentagon ขึ้นบัญชีดำ Anthropic อาจสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรม AI ของสหรัฐฯ โดยรวม
"ความพยายามที่จะลงโทษบริษัท AI ชั้นนำของสหรัฐฯ แห่งนี้ จะส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อขีดความสามารถในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมและวิทยาศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ทั้งในสาขา Artificial Intelligence และสาขาอื่นๆ" — ระบุในเอกสารที่ยื่นต่อศาล
จุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง
เอกสาร amicus brief ดังกล่าวถูกยื่นขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจาก Anthropic เปิดตัว 2 คดีความ เพื่อโต้แย้งการที่รัฐบาลติดป้ายบริษัทว่าเป็น supply-chain risk ซึ่งก่อนหน้านี้ป้ายกำกับดังกล่าวถูกใช้เฉพาะกับบริษัทต่างชาติเท่านั้น และถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามก่อวินาศกรรมระบบทางทหารของสหรัฐฯ
ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล Trump และ Anthropic พังทลายลงอย่างเป็นทางการเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับสัญญาฉบับปรับปรุงที่ควบคุมการใช้งาน AI Model Claude โดย Anthropic ยืนหยัดใน 2 "redlines" สำคัญ ได้แก่
- การห้ามใช้ AI เพื่อ domestic mass surveillance
- การห้ามใช้ AI สำหรับ autonomous weapons
ทว่า Pentagon กลับยืนกรานให้ Anthropic ยอมรับว่ากองทัพสหรัฐฯ สามารถนำระบบ AI ของบริษัทไปใช้เพื่อ "all lawful use" เมื่อ Anthropic ปฏิเสธเงื่อนไขดังกล่าว รัฐบาลจึงยกเลิกสัญญาภาครัฐทั้งหมดและตีตรา Anthropic ว่าเป็น national security risk
OpenAI เข้าตีตลาด Pentagon แทน
ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังการเจรจาของ Anthropic ล้มเหลว OpenAI รีบเข้าเซ็นสัญญากับ Pentagon แทนทันที โดยดูเหมือนจะยอมรับเงื่อนไขที่ Anthropic เคยปฏิเสธ เหตุการณ์นี้จุดชนวนสงครามวาจาระหว่าง CEO ของทั้งสองบริษัท
- Dario Amodei CEO ของ Anthropic กล่าวหาว่าแนวทางของ OpenAI เป็นเพียง "safety theater" และระบุว่าคำแถลงต่อสาธารณะของ Sam Altman คือ "straight up lies"
- Sam Altman CEO ของ OpenAI โต้กลับโดยอ้อมว่า การที่บริษัทละทิ้งบรรทัดฐานประชาธิปไตยเพียงเพราะไม่พอใจผู้มีอำนาจนั้น "เป็นสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสังคม" ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นการตอบโต้กรณีที่ Amodei กล่าวหา Altman ว่าประจบผู้มีอำนาจแบบ "dictator-style"
เสียงจากพนักงานระดับ Grassroots
แม้บรรยากาศในหมู่ผู้บริหารจะตึงเครียด แต่การยื่น amicus brief ถือเป็นสัญญาณของความสามัคคีข้ามบริษัทคู่แข่งที่แทบไม่เคยเห็นมาก่อน โดยพนักงานที่ร่วมลงนามยืนยันว่าทำในฐานะส่วนตัว ไม่ใช่ในนามองค์กร
การยื่นเอกสารดังกล่าวยังเกิดขึ้นสืบเนื่องจาก open letter ที่มีพนักงานจาก Google และ OpenAI เกือบ 900 คน ร่วมลงนาม เรียกร้องให้ผู้บริหารของตนปฏิเสธคำขอจากรัฐบาลที่ต้องการ deploy AI เพื่อ domestic mass surveillance หรือ autonomous lethal targeting ซึ่งตรงกับ redlines ที่ Anthropic ยืนหยัดในการเจรจากับ Pentagon
รอยร้าวภายใน OpenAI
ความขัดแย้งครั้งนี้ยังทิ้งบาดแผลไว้ภายใน OpenAI เช่นกัน Caitlin Kalinowski ผู้นำด้าน Hardware และ Robotics ของ OpenAI ซึ่งเข้าร่วมบริษัทตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2024 ได้ประกาศลาออก โดยให้เหตุผลว่า
"Domestic surveillance ที่ปราศจาก judicial oversight และ lethal autonomy ที่ไม่ต้องการการอนุมัติจากมนุษย์ คือเส้นแบ่งที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบและรัดกุมกว่าที่เกิดขึ้นจริง"
บทเรียนจากประวัติศาสตร์: Project Maven
การต่อสู้ของ Anthropic กับ Pentagon ครั้งนี้มีแนวโน้มที่จะส่งผลสะเทือนอย่างมหาศาลต่อกรอบการกำกับดูแล AI และความสัมพันธ์ระหว่างภาคเอกชนกับภาครัฐ รวมถึงอาจจุดประกายให้ tech workers ลุกขึ้นต่อต้านผู้บริหารของตนเองในวงกว้าง
Google เคยเผชิญกับแรงต้านจากพนักงานในลักษณะนี้มาแล้วเมื่อปี 2018 ช่วงที่บริษัทพิจารณาเข้าร่วม Project Maven ของกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้ AI วิเคราะห์ภาพถ่ายจาก aerial surveillance การคัดค้านอย่างหนักจากพนักงานในครั้งนั้นส่งผลให้ Google ตัดสินใจไม่ต่ออายุสัญญาในส่วนของการวิเคราะห์ drone surveillance ก่อนที่งานดังกล่าวจะถูกส่งต่อไปยัง Amazon และ Microsoft ในที่สุด
ความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาทเรื่องสัญญาทางธุรกิจ หากแต่กำลังกลายเป็นการปะทะครั้งสำคัญระหว่างค่านิยมด้าน AI Safety กับความต้องการด้าน National Security ผลลัพธ์ที่ออกมาจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรม AI ทั้งใบในอีกหลายปีข้างหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
Why it matters
💡 คดีความระหว่าง Anthropic กับ Pentagon ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของสัญญาธุรกิจ แต่คือการปะทะครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างหลักการ AI Safety กับความต้องการด้านความมั่นคงแห่งชาติ ที่น่าจับตาคือการที่พนักงานจาก OpenAI และ Google DeepMind กว่า 30 คน รวมถึง Jeff Dean ยื่น amicus brief สนับสนุนคู่แข่งอย่าง Anthropic ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่คนในวงการยังเชื่อว่าผลลัพธ์ของคดีนี้จะกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรม AI ทั้งใบในระยะยาว
ข้อมูลอ้างอิงจาก https://fortune.com/2026/03/10/google-openai-employees-back-anthropic-legal-fight-military-use-of-ai/