เครื่องมือ AI ใหม่อาจลดความสูญเปล่าในการปลูกถ่ายอวัยวะได้ถึง 60%
Stanford พัฒนาโมเดล Machine Learning ทำนายความเหมาะสมของอวัยวะจากผู้บริจาค DCD ได้แม่นยำกว่าศัลยแพทย์ ลดการจัดหาอวัยวะที่ไร้ประโยชน์ 60% ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปลูกถ่ายตับ
Key takeaway
- AI ลดความสูญเปล่าได้ถึง 60%** - โมเดล Machine Learning จาก Stanford University สามารถทำนายว่าผู้บริจาคจะเสียชีวิตภายใน 45 นาทีหรือไม่ ซึ่งช่วยลดการจัดหาอวัยวะที่ไร้ประโยชน์ (futile procurements) ได้ถึง 60% เมื่อเทียบกับการตัดสินใจของศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ช่วยประหยัดทรัพยากรและต้นทุนของโรงพยาบาลได้อย่างมาก
- แก้ปัญหาการปลูกถ่ายตับจาก DCD** - ในกรณี Donation after Circulatory Death (DCD) ปัจจุบันมีการยกเลิกการปลูกถ่ายประมาณครึ่งหนึ่งเพราะผู้บริจาคเสียชีวิตช้าเกินกรอบเวลา 45 นาที เครื่องมือ AI นี้ฝึกฝนจากข้อมูลผู้บริจาคกว่า 2,000 รายและใช้ข้อมูลทางระบบประสาท ระบบหายใจ และระบบไหลเวียนเลือดในการทำนายที่แม่นยำกว่าวิธีเดิม
- ขยายผลสู่อวัยวะอื่นในอนาคต** - นอกจากเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยที่รอคิวปลูกถ่ายตับได้รับการรักษามากขึ้นแล้ว ทีมวิจัยยังวางแผนพัฒนาเครื่องมือนี้เพื่อนำไปใช้กับการปลูกถ่ายหัวใจและปอดต่อไป ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากอวัยวะบริจาคในวงกว้างมากขึ้น
โมเดล Machine Learning ทำนายโอกาสการเสียชีวิตของผู้บริจาคภายในกรอบเวลาที่เหมาะสมต่อการปลูกถ่ายตับ
แพทย์ได้พัฒนาเครื่องมือ AI ที่สามารถลดความสูญเปล่าในการปลูกถ่ายอวัยวะได้มากถึง 60% ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญในวงการแพทย์
ผู้ป่วยหลายพันรายทั่วโลกกำลังรอคอยการปลูกถ่ายอวัยวะที่อาจช่วยชีวิตพวกเขาได้ โดยจำนวนผู้ป่วยที่อยู่ใน waiting lists มีมากกว่าจำนวนอวัยวะที่มีให้บริจาค
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สำหรับผู้ป่วยที่ต้องการการปลูกถ่ายตับ โอกาสในการเข้าถึงได้รับการขยายโดยการใช้อวัยวะจากผู้บริจาคที่เสียชีวิตหลังจากหัวใจหยุดเต้น อย่างไรก็ตาม ในกรณี Donation after Circulatory Death (DCD) ประมาณครึ่งหนึ่ง การปลูกถ่ายถูกยกเลิกในที่สุด
สาเหตุสำคัญคือช่วงเวลาตั้งแต่การถอดเครื่องช่วยชีวิตจนถึงการเสียชีวิตต้องไม่เกิน 45 นาที หากผู้บริจาคไม่เสียชีวิตภายในกรอบเวลาที่จำเป็นต่อการรักษาคุณภาพของอวัยวะ ศัลยแพทย์มักจะปฏิเสธตับเนื่องจากความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนในผู้รับ
ขณะนี้ แพทย์ นักวิทยาศาสตร์ และนักวิจัยจาก Stanford University ได้พัฒนาโมเดล Machine Learning ที่สามารถทำนายว่าผู้บริจาคมีแนวโน้มจะเสียชีวิตภายในกรอบเวลาที่อวัยวะยังคงมีความเหมาะสมต่อการปลูกถ่ายหรือไม่
เครื่องมือ AI นี้มีประสิทธิภาพเหนือกว่าการตัดสินใจของศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำ และสามารถลดอัตรา futile procurements หรือการจัดหาอวัยวะที่ไร้ประโยชน์ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมีการเตรียมการปลูกถ่ายแล้วแต่ผู้บริจาคเสียชีวิตช้าเกินไป ลงได้ถึง 60%
"ด้วยการระบุว่าอวัยวะมีแนวโน้มที่จะสามารถนำมาใช้ได้ก่อนที่จะเริ่มการเตรียมการผ่าตัดใดๆ โมเดลนี้จึงสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้กับกระบวนการปลูกถ่ายได้มากขึ้น" ดร. Kazunari Sasaki ศาสตราจารย์ทางคลินิกด้านการปลูกถ่ายอวัยวะในช่องท้องและผู้เขียนอาวุโสของงานวิจัยนี้กล่าว
"นอกจากนี้ยังมีศักยภาพที่จะช่วยให้ผู้ป่วยที่ต้องการการปลูกถ่ายอวัยวะจำนวนมากขึ้นได้รับการรักษา"
รายละเอียดของความก้าวหน้าครั้งนี้ได้รับการตีพิมพ์ใน Lancet Digital Health journal
นวัตกรรมนี้สามารถลดจำนวนกรณีที่บุคลากรทางการแพทย์เตรียมการนำอวัยวะออก แต่กลับพบว่าอวัยวะไม่เหมาะสมสำหรับการนำออกและปลูกถ่าย ซึ่งสร้างภาระทั้งด้านการเงินและการดำเนินงานให้กับศูนย์การปลูกถ่าย
โรงพยาบาลส่วนใหญ่พึ่งพาการตัดสินใจของศัลยแพทย์ในการประเมินกรอบเวลาที่สำคัญนี้ ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันอย่างมากและนำไปสู่ต้นทุนที่ไม่จำเป็นและทรัพยากรที่สูญเปล่า
เครื่องมือ AI นี้ได้รับการฝึกฝนด้วยข้อมูลของผู้บริจาคมากกว่า 2,000 รายจากศูนย์ปลูกถ่ายหลายแห่งในสหรัฐอเมริกา โดยใช้ข้อมูลทางระบบประสาท ระบบหายใจ และระบบไหลเวียนเลือดเพื่อทำนายความคืบหน้าสู่การเสียชีวิตของผู้บริจาคที่มีศักยภาพด้วยความแม่นยำสูงกว่าโมเดลเดิมและการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ
โมเดลนี้ได้รับการทดสอบทั้งแบบย้อนหลังและแบบคาดการณ์ล่วงหน้า โดยสามารถลดการจัดหาอวัยวะที่ไร้ประโยชน์ได้ถึง 60% เมื่อเทียบกับการทำนายของศัลยแพทย์ สิ่งสำคัญคือโมเดลยังคงรักษาความแม่นยำได้แม้ว่าข้อมูลผู้บริจาคบางส่วนจะไม่สมบูรณ์ นักวิจัยระบุ
เครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลที่เชื่อถือได้นี้สามารถช่วยให้เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์จากอวัยวะ และลดความพยายามและต้นทุนที่สูญเปล่า
ทีมวิจัยระบุว่าแนวทางนี้อาจเป็นก้าวสำคัญของวงการปลูกถ่ายอวัยวะ โดยเน้นย้ำถึง "ศักยภาพของเทคนิค AI ขั้นสูงในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้อวัยวะจากผู้บริจาค DCD"
ในอนาคต ทีมวิจัยวางแผนที่จะพัฒนาเครื่องมือ AI นี้เพื่อนำไปทดลองใช้กับการปลูกถ่ายหัวใจและปอดต่อไป
Why it matters
💡 ข่าวนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการแพทย์ที่ผู้ทำงานด้านเทคโนโลยีและสุขภาพไม่ควรพลาด เครื่องมือ AI จาก Stanford University สามารถลดความสูญเปล่าในการปลูกถ่ายตับได้ถึง 60% ด้วยการทำนายความเหมาะสมของอวัยวะอย่างแม่นยำ ซึ่งเหนือกว่าการตัดสินใจของศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นวัตกรรมนี้ไม่เพียงช่วยประหยัดต้นทุนและทรัพยากรทางการแพทย์ แต่ยังเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตให้ผู้ป่วยหลายพันรายทั่วโลก เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า Machine Learning สามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนในโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอาจขยายไปสู่การปลูกถ่ายอวัยวะอื่นๆ ในอนาคต
ข้อมูลอ้างอิงจาก https://www.theguardian.com/society/2025/nov/13/new-ai-tool-could-cut-wasted-efforts-to-transplant-organs-by-60