โฆษณาการเมืองสหรัฐฯ ใช้ AI ทะลุ 80 ล้านดอลลาร์ แต่เปิดเผยเพียงราว 31%

Wesleyan Media Project ติดตามโฆษณาเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เกือบ 170 ชิ้นที่ใช้ AI รวมราว 80 ล้านดอลลาร์ พบมีเพียงราว 31% ที่ระบุว่าใช้ AI และกฎหมายรัฐแทบไม่ช่วยให้เปิดเผยมากขึ้น

โฆษณาการเมืองสหรัฐฯ ใช้ AI ทะลุ 80 ล้านดอลลาร์ แต่เปิดเผยเพียงราว 31%

Key takeaway

  • Wesleyan Media Project ติดตามการใช้จ่ายราว 80 ล้านดอลลาร์ ในโฆษณาที่ไม่ซ้ำกันเกือบ 170 ชิ้นของการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ปี 2026 ที่ใช้ AI ตั้งแต่ deepfake สมจริงไปจนถึงการปรับภาพเล็กน้อยที่ผู้ชมแยกได้ยาก
  • ผู้สมัครหรือกลุ่มสนับสนุนรีพับลิกัน รวม super PAC และองค์กร 501(c) อยู่เบื้องหลังโฆษณาราว 80% คิดเป็น 83% ของการใช้จ่าย ผู้เขียนมองว่าแนวโน้มใช้ AI ของรีพับลิกันสูงกว่าเดโมแครตชัดเจน แต่คำอธิบายสาเหตุเป็นเพียงการคาดการณ์
  • ใน 35 รัฐ มีโฆษณาเพียงราว 31% (22% ของการใช้จ่าย) ที่ระบุว่าใช้ AI และกฎหมายรัฐแทบไม่ช่วย โดยรัฐไม่มีกฎหมายมีคำชี้แจง 32% เทียบกับ 29% ในรัฐที่มีกฎหมาย แม้การเปรียบเทียบจะไม่สมบูรณ์

Wesleyan Media Project ติดตามโฆษณาการเมืองในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ปี 2026 ที่ใช้ AI และพบว่ามีการใช้จ่ายรวมราว 80 ล้านดอลลาร์ กับโฆษณาที่ไม่ซ้ำกันเกือบ 170 ชิ้น ผลการติดตามเขียนโดย Travis N. Ridout, Erika Franklin Fowler และ Michael Franz ในบทความของ The Conversation ซึ่ง Fortune นำมาเผยแพร่ซ้ำเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2026


AI ในโฆษณาการเมือง ตั้งแต่ deepfake จนถึงการปรับภาพเล็กน้อย

ผู้เขียนระบุว่านี่เป็นการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งแรกที่โฆษณาซึ่งสร้างด้วย AI ปรากฏเป็นประจำทั้งทางทีวีและโซเชียลมีเดีย ข้อมูลมาจากรายงานข่าว นักศึกษาที่ช่วยลงรหัสข้อมูล และ AdImpact บริษัทที่ติดตามการใช้จ่ายโฆษณาการเมือง

รูปแบบการใช้ AI กว้างมาก ตั้งแต่ deepfake สมจริงของบุคคลอย่าง Donald Trump, Nancy Pelosi, Barack Obama, Kamala Harris และ Alexandria Ocasio-Cortez (ที่ปรากฏในโฆษณาอย่างน้อย 5 ชิ้น) ไปจนถึงการใช้ AI สร้างฝูงชนหรือประชาชน และการใช้ AI ปรับภาพเดิมให้ดีขึ้น ซึ่งผู้ชมแยกได้ยากว่าภาพนั้นเป็นเรื่องเท็จหรือไม่

“ผู้สนับสนุนโฆษณาฝั่งรีพับลิกัน ทั้งผู้สมัครและกลุ่มผลประโยชน์ มีแนวโน้มใช้ AI มากกว่าผู้สนับสนุนฝั่งเดโมแครตอย่างชัดเจน”
— Travis N. Ridout, Erika Franklin Fowler, Michael Franz (ผู้เขียนบทความ)

ฝั่งรีพับลิกันอยู่เบื้องหลังโฆษณาส่วนใหญ่

ผู้สมัครหรือกลุ่มที่สนับสนุนพรรครีพับลิกัน รวมถึง super PAC และองค์กรประเภท 501(c) อยู่เบื้องหลังโฆษณาราว 80% และคิดเป็น 83% ของการใช้จ่ายที่ติดตามได้ ผู้เขียนมองว่ารีพับลิกันมีแนวโน้มใช้ AI ในโฆษณามากกว่าเดโมแครตอย่างชัดเจน

ผู้เขียนเสนอคำอธิบายว่าเดโมแครตโดยทั่วไปสนับสนุนการกำกับดูแล เช่น การจำกัดการใช้จ่ายและการบังคับเปิดเผยข้อมูล ขณะที่รีพับลิกันนิยมแนวทางตลาดเสรี แต่ระบุเองว่าเป็นเพียงการคาดการณ์ นอกจากนี้ผลสำรวจชิ้นหนึ่งพบว่า 78% ของผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งเห็นด้วยกับการห้ามเนื้อหา AI ที่อ้างเท็จเกี่ยวกับผู้สมัคร


โฆษณาเปิดเผยการใช้ AI น้อย และถ้อยคำไม่เหมือนกัน

ใน 35 รัฐ มีโฆษณาเพียง 31% (คิดเป็น 22% ของการใช้จ่าย) ที่ระบุว่าใช้ AI และถ้อยคำของคำชี้แจงต่างกันมาก เช่น จอร์เจียใช้ข้อความว่าวิดีโอถูกดัดแปลงหรือสร้างด้วย AI ส่วนโอไคลโฮมาระบุว่าเป็นการเสียดสีทางการเมืองและภาพจาก AI ไม่ได้แสดงเหตุการณ์จริง ขณะที่โฆษณาของ Chip Keating ผู้สมัครผู้ว่าการรัฐโอคลาโฮมาจากรีพับลิกันมีคำชี้แจงเรื่อง AI แต่ไม่บอกว่าใช้ AI อย่างไร

บางผู้ลงโฆษณาเปิดเผยโดยสมัครใจ ขณะที่บางรายไม่ใส่คำชี้แจงแม้ในรัฐที่กฎหมายกำหนด


กฎหมายระดับรัฐแทบไม่ช่วยให้เปิดเผยมากขึ้น

โฆษณาในรัฐที่ไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับ AI มีคำชี้แจงราว 32% เทียบกับ 29% ในรัฐที่มีกฎหมาย ผู้เขียนยอมรับว่าการเปรียบเทียบนี้ไม่สมบูรณ์ เพราะบางโฆษณาอยู่นอกขอบเขตกฎหมายของรัฐ เช่น กฎหมายโคโลราโดครอบคลุมเฉพาะ deepfake ของผู้สมัคร และกฎหมายหลุยเซียนาประกาศใช้หลังโฆษณาชิ้นหนึ่งออกอากาศไปแล้ว

กรณีมินนิโซตาซึ่งโดยทั่วไปห้าม deepfake ทางการเมือง แต่วิดีโอสังเคราะห์ของ Peggy Flanagan ผู้สมัครวุฒิสภาจากเดโมแครตออกอากาศเมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 ก็ยังไม่ชัดว่าผิดกฎหมายหรือไม่ เพราะกฎหมายต้องเป็นเนื้อหาที่สมจริงจนคนทั่วไปเชื่อว่าเป็นของจริง ผู้เขียนชี้ว่าความท้าทายที่เหลือคือความโปร่งใส การบังคับใช้กฎหมาย และรูปแบบการเปิดเผยที่ช่วยผู้ลงคะแนนได้จริง

ข้อควรทราบ: ผู้เขียนระบุว่าโฆษณาถูกจัดว่า "อาจ" สร้างด้วย AI จากรายงานข่าวและการลงรหัสโดยนักศึกษา ข้อมูลจึงอาจไม่ครบถ้วน การปรับภาพด้วย AI เล็กน้อยระบุได้ยาก อัตราการเปิดเผยครอบคลุมเพียง 35 รัฐ การเปรียบเทียบเรื่องกฎหมายไม่สมบูรณ์เพราะช่องว่างของขอบเขตและช่วงเวลาที่กฎหมายมีผล และคำอธิบายเรื่องช่องว่างระหว่างพรรคเป็นเพียงการคาดการณ์

Why it matters

💡 การติดตามของ Wesleyan Media Project พบโฆษณาเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ที่ใช้ AI มูลค่ารวมราว 80 ล้านดอลลาร์ แต่มีเพียงราว 31% ที่ระบุว่าใช้ AI และกฎหมายระดับรัฐแทบไม่ช่วยให้เปิดเผยมากขึ้น ข่าวนี้สำคัญเพราะเมื่อเนื้อหาที่สร้างด้วย AI ตั้งแต่ deepfake จนถึงการปรับภาพเล็กน้อยแยกจากของจริงได้ยากขึ้น ผู้รับสารก็ตัดสินความจริงได้ยากตามไปด้วย และเป็นบททดสอบว่ากฎหมายกับแนวปฏิบัติด้านความโปร่งใสตามทันเทคโนโลยีหรือไม่ ทั้งนี้ข้อมูลอาจไม่ครบถ้วน เพราะจัดประเภทจากรายงานข่าวและการลงรหัสโดยนักศึกษา

ข้อมูลอ้างอิงจาก https://fortune.com/2026/10/06/political-ads-ai-republican-no-disclaimer/

Read more

เวทีงาน SAP Autonomous Enterprise เปิดตัว Autonomous Suite และ Joule Work สำหรับองค์กรยุค AI

news

SAP เปิดตัว Autonomous Suite เริ่มปล่อย Joule Work ให้ลูกค้าใช้งานจริง

SAP เปิดตัว Autonomous Suite และเริ่มส่งมอบ Joule Work ให้ลูกค้า โดย SAP ใช้งานกับพนักงาน 110,000 คน รายงานผลิตภาพเพิ่มราว 20% ในงานการเงิน HR และจัดซื้อ

By
โลโก้ Salesforce และ SIforce หลังประกาศเปลี่ยนชื่อจาก AIForce เป็น SIforce ตามกระแส SI

news

Salesforce เปลี่ยน AIForce เป็น SIForce ตามคำสั่งเรียก AI ว่า Super Intelligence

หลังคำสั่งของทรัมป์ให้หน่วยงานรัฐเรียก AI ว่า SI Salesforce ประกาศเปลี่ยนชื่อ AIForce เป็น SIForce และ SpaceXAI มีแผนเปลี่ยนเป็น SpaceXSI ขณะที่ OpenAI ยังไม่เปลี่ยนชื่อ

By
โลโก้ OpenAI และแอป AI บนสมาร์ตโฟน ท่ามกลางความกังวลบริษัท AI ไม่กล้ารับประกันความปลอดภัยของ AI Agent

news

สภานิวยอร์กถาม 4 ค่าย AI: ไม่มีใครกล้ารับประกันว่า AI Agent จะปลอดภัยเสมอ

ในการไต่สวนที่สภานครนิวยอร์ก ตัวแทน OpenAI, Anthropic, Meta และ Google ไม่ให้คำมั่นแบบเด็ดขาดว่า AI agent จะทำตามมาตรการความปลอดภัยเสมอ ขณะที่สภาย้ำว่าต้องการความรับผิดชอบและความโปร่งใส

By
โลโก้ OpenAI พร้อมภาพผู้บริหารบนเวที หลังบริษัทปลดนักวิจัยด้านความปลอดภัย AI จำนวน 3 คน

news

OpenAI ปลดนักวิจัยความปลอดภัย 3 คน ต่างฝ่ายต่างให้เหตุผลคนละแบบ

OpenAI ปลด Tomek Korbak, Jasmine Wang และ Mikita Balesni โดยบริษัทอ้างละเมิดนโยบายข้อมูลอ่อนไหว ส่วนนักวิจัยโต้ว่าถูกลงโทษเพราะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของ AI

By